InnovestX ปรับเพิ่ม GDP ไทย ปี 69 เป็น 1.6% SET Index สู่ระดับ 1,550–1,600 จุด
InnovestX ประเมินเศรษฐกิจโลก เริ่มเห็นสัญญาณฟื้นตัว แม้ยังเผชิญแรงกดดันจากเงินเฟ้อ ต้นทุนการเงิน และความไม่แน่นอนด้านนโยบาย พร้อมปรับเพิ่มคาดการณ์ GDP ไทยปี 69 เป็น 1.6% คาด SET Index สู่ระดับ 1,550–1,600 จุด
บริษัทหลักทรัพย์ อินโนเวสท์ เอกซ์ จำกัด (InnovestX) ภายใต้กลุ่มเอสซีบีเอกซ์ (SCBX Group) เปิดเผยมุมมองเศรษฐกิจและกลยุทธ์การลงทุนสำหรับไตรมาส 3 ปี 2569 ภายใต้ธีม Breaking Free from Gravity : ฝ่าแรงโน้มถ่วง มุ่งสู่โอกาสครั้งใหม่
นายสุทธิชัย คุ้มวรชัย Head of Investment Strategy & Research บริษัทหลักทรัพย์ อินโนเวสท์ เอกซ์ จำกัด เปิดเผยว่า เศรษฐกิจโลกกำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านที่สำคัญ ระหว่างแรงกดดันจากปัจจัยเสี่ยงเดิมและแรงขับเคลื่อนใหม่ที่กำลังก่อตัวขึ้น มองว่าโลกยังเผชิญ 3 แรงดึงสำคัญ
ได้แก่ เงินเฟ้อจากต้นทุนพลังงาน อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลที่อยู่ในระดับสูง และความไม่แน่นอนของนโยบายการเงินสหรัฐฯ อย่างไรก็ตาม เริ่มเห็น 3 แรงส่งใหม่จากการลงทุนด้าน AI การคลี่คลายของความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ และมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจจากหลายประเทศ ซึ่งจะเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญที่ช่วยผลักดันเศรษฐกิจโลกให้ก้าวผ่านช่วงชะลอตัว และสร้างโอกาสการลงทุนรอบใหม่ในระยะข้างหน้า
ด้านนายปิยศักดิ์ มานะสันต์ หัวหน้านักวิจัยเศรษฐกิจ บริษัทหลักทรัพย์ อินโนเวสท์ เอกซ์ จำกัด กล่าวว่า ทีมวิจัยประเมินว่าเศรษฐกิจโลกจะฟื้นตัวในลักษณะ U-Shape Recovery โดยอาจชะลอตัวในช่วงไตรมาส 2–3 จากต้นทุนการเงินที่ตึงตัวขึ้นทั่วโลก สัญญาณอ่อนตัวของภาคการผลิตยุโรป ความเชื่อมั่นผู้บริโภคสหรัฐฯ ที่ลดลง และการเติบโตแบบ K-shaped growth ในจีนที่ภาคการผลิตและส่งออกดี แต่การใช้จ่ายในประเทศซบเซา ก่อนจะทยอยฟื้นตัวในช่วงไตรมาส 4 จากแรงสนับสนุนของการลงทุนด้านเทคโนโลยีและมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในหลายประเทศ
สำหรับประเทศไทย ได้ปรับเพิ่มประมาณการ GDP ปี 2569 จาก 1.4% เป็น 1.6% จากแรงหนุนของการลงทุนภาคเอกชน อุตสาหกรรมดิจิทัล อิเล็กทรอนิกส์ และ โครงสร้างพื้นฐานด้าน AI รวมถึงมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ อย่างไรก็ตาม ต้องติดตามพัฒนาการของมาตรการดังกล่าว รวมถึงกระแสการลงทุนด้าน AI และการบังคับใช้มาตรา 301 ของสหรัฐอย่างใกล้ชิด
“3 ปัจจัยลบที่จะทำให้ตลาดในช่วงไตรมาสที่ 3 ของปี 2569 มีความเสี่ยง คือ เงินเฟ้อจากต้นทุนพลังงาน /อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลที่พุ่งขึ้น /และความไม่แน่นอนนโยบายการเงินสหรัฐฯ ส่วน 3 ปัจจัยหนุน ได้แก่ การเปิดช่องแคบฮอร์มุซ /มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจภาครัฐ /และกระแสเทคโนโลยี AI รวมถึงมาตรการ 301 ของสหรัฐฯ”
สำหรับ ผลการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน หรือ กนง. ในวันนี้ (24 มิ.ย.69) จะคงดอกเบี้ย และคาดว่าทั้งปี 2569 จะไม่มีการปรับอัตราดอกเบี้ย
ายสิทธิชัย ดวงรัตนฉายา หัวหน้านักกลยุทธ์การลงทุน บริษัทหลักทรัพย์ อินโนเวสท์ เอกซ์ จำกัด กล่าวว่า แม้ว่าการเปิดช่องแคบฮอร์มุส หลังจากการทำข้อตกลงหยุดยิง 60 วัน ระหว่างสหรัฐและอิหร่านและรอบใหญ่ของวัฏจักรการลงทุนใน AI รวมถึงความคาดหวังจากการเลือกตั้งของสหรัฐในเดือน พ.ย. 2569 จะเป็นประเด็นสนับสนุนตลาดและทำให้ความเสี่ยงขาล่างไม่สูงนัก อย่างไรก็ดีความเสี่ยงที่ตลาดจะมีแนวโน้มปรับตัวลดลง จะเป็นผลมาจากผลของปรากฎการณ์ El Nino ที่รุนแรงขึ้นและแนวโน้มการปรับเพิ่มขึ้นของภาษีนำเข้าสินค้าจากสหรัฐ รวมถึงการเปลี่ยนท่าทีของธนาคารกลางทั่วโลกที่จะดำเนินนโยบายการเงินตึงตัวขึ้นเพื่อสู้กับเงินเฟ้อ ดังนั้นเราจึงมองว่าตลาดมีแนวโน้มที่จะปรับตัวลดลงในไตรมาสที่ 3 และจะฟื้นตัวในช่วงของไตรมาสที่ 4
ดังนั้น จึงได้ปรับเพิ่มเป้าหมาย SET Index ปี 2569 เป็น 1,550–1,600 จุด จากเดิม 1,500–1,550 จุด เพื่อสะท้อนแนวโน้มเศรษฐกิจที่ดีกว่าคาด และคาดว่ากำไรบริษัทจดทะเบียนจะเติบโตประมาณ 20% โดยหุ้นเด่นสำหรับไตรมาส 3 ได้แก่ CENTEL, CPN, GULF, HANA และ WHA
“สำหรับการลงทุนไตรมาส 3 แนะนำให้น้ำหนักตลาดในหุ้นกลุ่มธนาคาร อิเล็กทรอนิกส์ เครื่องดื่ม สาธารณูปโภค และโทรคมนาคม เนื่องจากมีความสามารถในการส่งผ่านต้นทุน และบางกลุ่มได้ประโยชน์จากเงินบาทอ่อนค่า”
ส่วนกระแสเงินทุนต่างชาติ มองว่าเงินลงทุนทั่วโลกยังคงกระจุกตัวในหุ้นเทคโนโลยี กลุ่ม AI ดาต้าเซ็นเตอร์ และห่วงโซ่อุปทานเซมิคอนดักเตอร์ โดยไทยยังเป็นหนึ่งในตลาดเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่มีเงินทุนไหลเข้าสุทธิตั้งแต่ต้นปีราว 400 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
อย่างไรก็ดี ต้องติดตามทิศทางเงินบาท หากดอลลาร์สหรัฐยังแข็งค่า อาจเพิ่มแรงกดดันต่อ Fund Flow ในตลาดหุ้นไทยได้ โดยเฉพาะหากเกิดปัจจัยลบเพิ่มเติม เช่น ภาวะเอลนีโญ ราคาพลังงานปรับสูงขึ้น การปรับลดคาดการณ์กำไรบริษัทจดทะเบียน หรือเศรษฐกิจไทยชะลอตัวกว่าคาด
นอกจากการลงทุนในตลาดหุ้นไทยแล้ว InnovestX ยังมองว่าการกระจายการลงทุนไปยังบริษัทชั้นนำระดับโลกจะมีบทบาทสำคัญมากขึ้น ท่ามกลางสภาวะที่เศรษฐกิจและตลาดการเงินโลกยังเผชิญความไม่แน่นอนในหลายมิติ
ขณะที่ นายศรัณย์ โพธิวิรัตนานนท์ Head of Proprietary Trading บริษัทหลักทรัพย์ อินโนเวสท์ เอกซ์ จำกัด กล่าวว่า ภายในระยะเวลาเพียง 1 ปี DR23 ได้ขยายจำนวนหลักทรัพย์อ้างอิง สู่ 85 หลักทรัพย์ ครอบคลุม 4 ประเทศ และ 6 ตลาดหลักทรัพย์สำคัญของโลก ได้แก่ สหรัฐอเมริกา ฮ่องกง จีน และญี่ปุ่น สะท้อนความต้องการของนักลงทุนที่ต้องการเข้าถึงโอกาสการลงทุนระดับโลกได้สะดวกมากขึ้นผ่านตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย
ปัจจุบัน DR23 ครอบคลุมธีมการลงทุนสำคัญของโลก ทั้ง AI และเซมิคอนดักเตอร์ หุ่นยนต์ เทคโนโลยีดิจิทัล การเงินดิจิทัล เฮลท์แคร์ พลังงาน และ ETF ชั้นนำระดับโลก ช่วยให้นักลงทุนสามารถเข้าถึงเมกะเทรนด์การเติบโตระยะยาวได้ด้วยเงินบาท ผ่านบัญชีซื้อขายหลักทรัพย์ไทยที่มีอยู่เดิม ในช่วงเวลาที่การกระจายการลงทุนมีความสำคัญมากขึ้น DR23 จึงเป็นอีกหนึ่งเครื่องมือที่ช่วยให้นักลงทุนสามารถสร้างพอร์ตการลงทุนที่เชื่อมโยงกับโอกาสการเติบโตของเศรษฐกิจโลกได้อย่างมีประสิทธิภาพ ภายใต้แนวคิด เข้าถึงการลงทุนระดับโลก ได้ง่าย ด้วย DR23
ทั้งนี้ InnovestX มองว่า ในช่วงเวลาที่เศรษฐกิจโลกกำลังพยายามหลุดพ้นจากแรงกดดันและความไม่แน่นอน นักลงทุนควรให้ความสำคัญกับการคัดเลือกสินทรัพย์คุณภาพ การกระจายการลงทุนอย่างเหมาะสม และการมองหาโอกาสจากเมกะเทรนด์ระยะยาว เพื่อสร้างสมดุลระหว่างการบริหารความเสี่ยงและการเติบโตของพอร์ตการลงทุนในอนาคต
BTC
ETH
DOGE
ADA
BNB
KUB